การก่อเกิด
สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) ได้เริ่มจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 ตามประกาศสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เลขที่ 48-ค-022 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2548 โดยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งในขณะนั้น เพื่อให้ สวปก.เป็นสำนักงานย่อยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรว.) มีสถานะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ดำเนินการภายใต้แผนงานวิจัยเพื่อการติดตามประเมินผลการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของ สวรส. (UCME) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกในการบริหารจัดการให้เกิดการศึกษาวิจัย ติดตาม และประเมินผล โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการคือ
(1) เพื่อเป็นองค์กรกลางในการศึกษาวิจัย ติดตาม ประเมินผล และบริหารจัดการให้เกิดเครือข่ายการทำงานของนักวิจัยจากสหสาขา ในการร่วมดำเนินการศึกษาวิจัย ติดตาม และประเมินผลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน
(2) เพื่อสร้างระบบและกลไกการประเมินผลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากกลุ่มนักวิชาการภายนอกที่เป็นกลาง ให้สามารถประสานและเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ของข้อมูลกับกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารแผนงานโครงการ และกลุ่มวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการทางด้านสุขภาพ และ
(3) เพื่อประเมินผลความครอบคลุมของผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ และประเมินศักยภาพในการเข้าถึงบริการของประชาชนกลุ่มด้อยโอกาสต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการปรับนโยบาย ตลอดจนปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารและการบริการให้ก่อผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
การดำเนินงานที่ผ่านมา
สวปก. ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกในการบริหารจัดการให้เกิดการศึกษาวิจัย ติดตามประเมินผล ภายใต้การทำงานแบบเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งทีมวิจัยตลอดจนผู้กำหนดนโยบายให้วางแผน กำหนดขอบเขตการวิจัยและประเมินผลร่วมกัน เพื่อให้การจัดการองค์ความรู้และการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเป็นไปได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ
ในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีแรก สวปก. ใช้งบประมาณที่สนับสนุนจาก สวรส.เป็นหลัก ควบคู่ไปกับการหาช่องทางให้ได้งบประมาณเพิ่มเติม และในปี 2549 สวปก. จึงได้ดำเนินการเสนอของบประมาณจากสำนักงบประมาณ โดยขอปรับโครงสร้างผลผลิตกิจกรรมของ สวรส. ให้ผลผลิตของ สวปก. ปรากฏเป็นผลผลิตกิจกรรมหลักของ สวรส.เพิ่มเติม เพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ได้พยายามสร้างความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับหน่วยงานภายนอกเพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีกด้วย
อย่างไรก็ดี แม้ว่า สวปก. จะอาศัยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ตลอดจนนักวิชาการต่างๆ มาร่วมบริหารจัดการงานวิจัย แต่ผลผลิตของ สวปก. ในระยะแรกกลับมีจำกัด สืบเนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ของการทำงานในช่วงเริ่มแรกต้องมุ่งไปที่การพัฒนา research mapping ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเมื่อต้องมีการจัดการงานวิจัยตามประเด็นกรอบการวิจัยที่พัฒนาขึ้น งานส่วนใหญ่กลับใช้เวลาศึกษานานไม่สามารถตอบสนองการดำเนินงานเชิงนโยบายได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังขาดการวิเคราะห์ในภาพรวมว่า ทำงานวิจัยเพื่อมุ่งไปสู่นโยบายใด ทำให้ขาดข้อเสนอเชิงรูปธรรมในการไปขับเคลื่อน และนำไปสู่การทบทวนสถานการณ์อย่างรอบด้านพร้อมกับการกำหนดเป้าหมายการวิจัยพัฒนาให้มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นในปี 2550
ผลจากการทบทวนสถานการณ์และข้อมูลอย่างเป็นระบบของ สวปก. ในปี 2550 ได้นำมาซึ่งการกำหนดเป้าหมายเชิงการพัฒนาในช่วงปี 2551-2553 โดยมีเป้าหมายการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มุ่งไปสู่ “การสร้างภูมิคุ้มกัน การเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ และลดความแตกต่างระหว่างระบบประกันสุขภาพ” เป็นผลให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตกลงทำ MOU ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ สวปก. ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งสามารถดำเนินการตามกรอบงานที่กำหนดได้ในระดับหนึ่ง (ผลการดำเนินงานดังมีรายละเอียดอยู่ในภาคผนวก 1) แต่ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากในปีที่สองของการสนับสนุนงบประมาณของ สปสช. ได้มีการกำหนดโจทย์เฉพาะมาให้ ทำให้การดำเนินงานวิจัยตามแผนปี 2551-2553 เป็นไปได้ลำบาก และงบประมาณที่ได้รับจาก สวรส. เริ่มเป็นไปอย่างจำกัด และมีการเปลี่ยนวิธีการสนับสนุนงบประมาณจาก block grant มาเป็น project based ในปีงบประมาณ 2551
ดังจะเห็นได้ว่า บทบาทภารกิจของ สวปก.ในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้ ตลอดจนไม่สามารถตอบสนองต่อการเป็นกลไกติดตามประเมินผลในระบบหลักประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ระบบบริการและระบบคลังสาธารณสุขของไทย ก็ยังคงมีช่องว่างอยู่หลายประการที่จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบให้เกิดประสิทธิภาพ และยังต้องการการกำหนดทิศทางนโยบายในระดับประเทศ ตลอดจนการวางแผน กำกับ ติดตามระบบบริการและระบบคลังสาธารณสุขในภาพรวม ซึ่งข้อมูลเพื่อการวางแผนเหล่านี้ยังขาดอยู่ ดังนั้น นอกจากความจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบย่อยต่างๆ ในระบบบริการสาธารณสุขแล้ว ยังจำเป็นต้องมีเครื่องมือเพื่อการติดตามผลระบบการคลังและระบบบริการสาธารณสุขในภาพรวมและมิติจำเพาะด้านต่างๆ ในเชิงสมรรถนะและสัมฤทธิผลของการดำเนินงานของระบบประกันสุขภาพและบริการสาธารณสุข เพื่อให้เกิดข้อมูลสะท้อน/ป้อนกลับให้แก่ผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ผู้บริหารจัดการระบบ นักวิชาการ ผู้ให้บริการ ตลอดจนผู้ใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การดำเนินงานไม่สามารถบรรลุถึงเป้าประสงค์หรือจุดมุ่งหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
บทบาทใหม่
เพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของ สวปก. ทั้งในด้านการจัดการงานวิจัยและงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังได้ ในปี 2551 สวปก.จึงได้ปรับบทบาทหน่วยงานจากการบริหารจัดการงานวิจัย มาเป็นสำนักงานวิจัย โดยอาศัยนักวิจัยของภาคีเครือข่ายมาร่วมกันในการทำงานวิจัยในลักษณะที่ สวปก.เป็นนักวิจัยหลักมากขึ้น ประกอบกับคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 4/2552 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 เห็นชอบให้ สวปก.เป็นหน่วยงานภายในของ สวรส. โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15(4) แห่งพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ.2535 และความในข้อ 4 ของข้อบังคับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ว่าด้วยการจัดตั้งเครือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ.2551 เพื่อรองรับการดำเนินงานติดตามประเมินระบบการคลังและระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขไทยอย่างต่อเนื่อง สวปก.จึงได้ปรับสถานะมาเป็นองค์กรในเครือสถาบันของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขนับตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2552 เป็นต้นมา โดย สวปก. จะปรับบทบาทและภารกิจขององค์กร เพื่อเป็นกลไกในการติดตามประเมินผลและพัฒนา ดังนี้
1. พัฒนาระบบข้อมูลและแบบจำลองเพื่อการติดตามประเมินระบบการคลังและระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขไทยอย่างต่อเนื่อง
2. วิจัยพัฒนาระบบย่อยและประเมินผล (R&D) ในระบบบริการสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ
3. บริหารและจัดทำคลังข้อมูลด้านการติดตามประเมินผลที่รวบรวมและประมวลจากฐานข้อมูลสำคัญจากแหล่งต่างๆ ตลอดจนในระบบบริการสุขภาพทุกระบบ เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ทางการบริหารและวิชาการ รวมทั้งป้อนกลับข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และนำ ไปสู่การจัดทำข้อเสนอเพื่อพัฒนาระบบ
บทบาทหน้าที่ สวปก.
การพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการติดตามประเมินผลระบบบริการสุขภาพ และวิจัยพัฒนาระบบย่อย ในระบบบริการสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยมีแนวทาง ในการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้
1. ศึกษา วิจัย คาดการณ์ ติดตามประเมินผลระบบการคลังและระบบบริการสาธารณสุขไทย โดยใช้ฐานข้อมูลที่สำคัญในระบบบริการที่มีอยู่แล้ว เช่น ฐานข้อมูลผู้ป่วยในของโรงพยาบาล ฐานข้อมูลการเงินการคลังของโรงพยาบาล ฐานข้อมูลยา ฐานข้อมูลการสำรวจต่างๆ ฯลฯ
2. จัดทำข้อมูลสารสนเทศตามตัวชี้วัดเพื่อการติดตามสมรรถนะและผลการดำเนินงานของระบบบริการสาธารณสุข การคลังสุขภาพ และการประกันสุขภาพ
3. พัฒนาระบบข้อมูล เพื่อให้เกิดเครื่องมือใช้ในการกำกับติดตามประเมินผลของระบบย่อยใน แต่ละระดับ (หน่วยบริการ/จังหวัด/พื้นที่/เขต/ประเทศ)
4. ศึกษาวิจัยพัฒนาระบบย่อยและประเมินผล (R&D) ในระบบบริการสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ เช่น กลไกการควบคุมค่าใช้จ่าย รูปแบบการจ่ายค่าบริการ การติดตามประเมินโครงการจำเพาะ การประเมินการเข้าถึง/คุณภาพบริการจำเพาะ ฯลฯ
5. พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในกลไกย่อยของระบบบริการสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ เช่น กลไกการจ่ายค่าบริการ การกระจายทรัพยากรในระบบบริการสุขภาพ การจัดซื้อบริการ การพัฒนาระบบบริการ การพัฒนาระบบบริหารจัดการ ฯลฯ
6. ประสานและเชื่อมโยงการทำงานทั้งในด้านบริหารและวิชาการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเพื่อการติดตามประเมินผล ร่วมกับเครือข่ายระบบย่อยต่างๆ ทั้งหน่วยงานบริหารระบบประกันสุขภาพ หน่วยงานของรัฐอื่นๆ หน่วยบริการสุขภาพ องค์กรหรือหน่วยงานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนางานติดตามประเมินผลระบบบริการสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ
7. จัดทำรายงานและป้อนกลับข้อมูลด้านสมรรถนะและผลการดำเนินงานของระบบบริการสาธารณสุข ระบบคลังสาธารณสุข และการประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบ เพื่อเสริมศักยภาพและสมรรถนะในด้านการพัฒนาและอภิบาลระบบฯ
