[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _SCRIPT _VERSION

  
บทความ
ระบบบริการปฐมภูมิ (Primary care)

ศุกร์ ที่ 11 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2552


ระบบบริการปฐมภูมิ (Primary care)

 

ระบบบริการปฐมภูมิกลไกหลักในการพัฒนาระบบสาธารณสุข

          ระบบบริการปฐมภูมิเป็นบริการด่านแรกที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เป็นกลไกและยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง   ช่วยทำให้ระบบบริการสาธารณสุขมีประสิทธิภาพและมีผลลัพธ์สุขภาพที่ดี  ด้วยค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป ข้อมูลเชิงประจักษ์ของต่างประเทศบ่งชี้ว่า  ระบบบริการสาธารณสุขปฐมภูมิเอื้อต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น และสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพแก่ประชาชน  และยังพบว่าความเข้มแข็งของระบบบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ  มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะสุขภาพของประชาชนในประเทศ และระบบบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ มีบทบาทสำคัญในการทำให้สุขภาพและการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนดีขึ้น โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในสังคม สำหรับประเทศไทยมีงานวิจัยหลายชิ้น  ระบุว่าหน่วยบริการปฐมภูมิมีบทบาทหลักในการสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นของประชาชน ส่วนประชาชนที่เข้าถึงบริการของหน่วยบริการปฐมภูมิ (สถานีอนามัย) มากที่สุดคือประชากรกลุ่มที่มีรายได้น้อยและผู้ที่อาศัยในเขตชนบท

ขอบเขตบริการของระบบบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ 

ระบบบริการสาธารณสุขปฐมภูมิในอุดมคติ ให้ความสำคัญกับสุขภาพในมิติที่กว้างกว่าบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุขปฐมภูมิให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างถ้วนหน้า และมองระบบบริการปฐมภูมิเป็นศูนย์กลางของระบบบริการสาธารณสุขของประเทศในการนำไปสู่ความเป็นธรรมด้านสุขภาพ เป็นบริการที่จัดให้แก่ชุมชนในภาพรวม  ทั้งในหน่วยบริการและในชุมชน 
 

โดยมีการปรับให้สอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพของประชาชน มีการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นและชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการ รวมถึงมีการทำงานเป็นทีมของบุคลากรด้านวิชาชีพที่เชื่อมประสานกับองค์กรต่างๆและชุมชน  ในการพัฒนาชุมชนและสังคมซึ่งจะเอื้อต่อการมีสุขภาพดีของประชาชน

การพัฒนาที่ผ่านมาและปัญหาอุปสรรค   

ประเทศไทยได้พัฒนาระบบบริการปฐมภูมิเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี และในปี 2545 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบดังกล่าว โดยมีการกำหนดมาตรฐานหน่วยบริการปฐมภูมิ (PCU) และมีการพัฒนาในลักษณะหลากหลายรูปแบบมากขึ้น   นอกจากหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว  ยังมีสถานบริการสังกัดกระทรวงอื่นๆ และสถานบริการภาคเอกชน  เข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการปฐมภูมิเพิ่มขึ้น  แต่ก็ยังมีปัญหาในการดำเนินการ  เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังคนและศักยภาพของบุคลากร  ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนาที่ต่อเนื่องและยาวนานอย่างเพียงพอ  จากประสบการณ์ต่างประเทศรวมถึงปฏิญญาขององค์การอนามัยโลก แสดงให้เห็นว่าหน่วยบริการปฐมภูมิเดี่ยว  จะเติบโตเข้มแข็งได้ยาก   จึงเสนอให้พัฒนาเป็นลักษณะแบบเครือข่าย (District Health System) เพื่อให้เกิดเครือข่ายบริการ  ในการบริหารจัดการเพื่อสนับสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิจาโรงพยาบาลแม่ข่าย 

ในประเทศไทยเราก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้โรงพยาบาลเป็นแม่ข่ายของโรงพยาบาลคู่สัญญาในระบบหลักประกันสุขภาพ (Contracting Unit for Primary Care: CUP) โดยให้มีคณะกรรมการบริหารเครือข่าย  ที่มีตัวแทนจากทั้งฝ่ายโรงพยาบาลแม่ข่าย  และตัวแทนของสถานีอนามัยลูกข่าย  ทั้งนี้จากการติดตามประเมินการบริหารจัดการเครือข่ายใน 12 จังหวัด พบว่า

·       ร้อยละ 90 ของสถานีอนามัยในเขตอำเภอเมืองมีพยาบาลวิชาชีพประจำ  ในขณะที่สถานีอนามัยในอำเภอรอบนอกร้อยละ 70 ที่มีพยาบาลวิชาชีพประจำ  แต่ส่วนใหญ่ยังคงมีจำนวนบุคลากรสาธารณสุขต่ำกว่าเกณฑ์ (จนท.สธ. 1 คนต่อประชากร 1,250 คน)ทั้งในเขตเมืองและอำเภอรอบนอก

·       การสนับสนุนของแม่ข่าย มีหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นและไม่เป็นตัวเงิน  โดยแม่ข่ายโรงพยาบาลชุมชน  สนับสนุนลกข่ายในระดับสูงกว่าแม่ข่ายโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป  โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมีบทบาทสำคัญ  ในการกำหนดงบประมาณพื้นฐานที่แม่ข่ายต้องจัดสรรแก่ลูกข่าย อย่างไรก็ดีระดับการสนับสนุนดูเหมือนไม่สัมพันธ์กับระดับประสิทธิภาพของการจัดบริการ

·       ครึ่งหนึ่งของสถานีอนามัย  สามารถระดมทุนจากแหล่งอื่นมาใช้ในการดำเนินงานสาธารณสุขในชุมชน เช่น อบต. กองทุนตำบล หรือแหล่งอื่น  อย่างไรก็ดีมีเพียงครึ่งหนึ่งของสถานีอนามัยในพื้นที่ที่มีกองทุนตำบล  สามารถระดมทุนจากกองทุนดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนางานสาธารณสุข

·       กลไกการอภิบาเครือข่ายยังทำงานไม่สมบูรณ์ ขาดความสมดุลในเชิงอำนาจ เนื่องจากสาธารณสุขอำเภอ  ขาดแคลนงบประมาณและต้องพึ่งพิงเงินของโรงพยาบาล

ความท้าทายในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ

          แม้ขณะนี้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข จะมีนโยบายยกระดับสถานีอนามัยโดยการพัฒนาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)  แต่ก็ยังคงขาดความชัดเจนในระดับปฏิบัติต่อสิ่งที่กำลังจะดำเนินการ  และแม้หน่วยบริการปฐมภูมิและสถานีอนามัยจะได้รับการสนับสนุนจากแม่ข่ายในระดับที่สูงกว่าในอดีต  แต่ไม่ชัดเจนว่าเพียงพอสำหรับการพัฒนาหน่วยบริการให้มีคุณภาพ  และทำงานได้เต็มที่หรือไม่ นอกจากนั้นกลไกการอภิบาลเครือข่ายบริการปฐมภูมิก็จำเป็นต้องมีการพัฒนาให้เข้มแข็ง  และทำงานได้อย่างมีธรรมาภิบาล  รวมทั้งการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและชุมชนในการพัฒนายังมีจำกัด  นอกจากนั้นศักยภาพของบุคลากรและหน่วยบริการในการรองรับสภาพปัญหาสุขภาพที่เปลี่ยนไปก็ยังเป็นสิ่งท้าทายในการพัฒนาระบบต่อไป...

                          

 

vvvvvvvvvvvvvvv



เข้าชม : 41874



<