[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _SCRIPT _VERSION

  
บทความ
ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน : ยังคลำทิศในการพัฒนา

ศุกร์ ที่ 11 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2552


 

 ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน : ยังคลำทิศในการพัฒนา

 

ความสำคัญ       

          ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หมายถึงระบบการให้บริการที่ปฏิบัติการต่อบุคคลในกรณีของ กาได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยกะทันหันซึ่งเป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงาน ของอวัยวะสำคัญ จำเป็นต้องได้รับการประเมิน จัดการ และบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรืออาการป่วย –ของโรคนั้นๆ[1] ทั้งนี้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินต้องครอบคลุมตั้งแต่ เกิดอาการ (Onset) จนถึงการได้รับบริการรักษาพยาบาลแบบจำเพาะ (Definitive care)

          การบาดเจ็บและเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโลกและของประเทศไทย ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกในปี 2545 ร้อยละ 25 ของการตายทั้งหมดในโลก มาจากสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะ หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การบาดเจ็บ และมะเร็ง  ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) จากโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะ stroke และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในลำดับที่ 2, 3 และ 4 ในผู้ชาย และลำดับที่ 3 และ 4 ในผู้หญิง นอกจากนั้นยังทำให้สูญเสียเศรษฐกิจและเป็นภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพอย่างมากมาย มีมูลค่าความเสียหายปีละกว่า 3,600 ล้านบาท[2] สำหรับบริการการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลปัจจุบันพบว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุมีสัดส่วนน้อยกว่าการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ร้อยละ 18.2 : 65.9[3] เช่น การเจ็บป่วยจากโรคขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การได้รับบริการที่รวดเร็วทันท่วงทีนับเป็นเวลา ที่มีค่ามากที่จะทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตหรือรอดจากความพิการ ดังนั้นบริการการแพทย์ฉุกเฉิน จึงมีความสำคัญมาก

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ สพฉ.มีภารกิจในการจัดทำแผนหลักเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน จัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จัดให้มีระบบปฏิบัติการ และระบบสื่อสารและเทคโนโลยี สารสนเทศ ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนา จัดให้มีศึกษาและฝึกอบรม เป็นศูนย์กลางในการประสานงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

การพัฒนาที่ผ่านมา  

          การพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่ผ่านมามิได้มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ และเป็นการพัฒนาแบบแยกส่วนกล่าวคือ บริการนอกโรงพยาบาล ณ จุดเกิดเหตุในอดีตนั้นส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการโดยองค์กรการกุศลต่างๆ ต่อมาศูนย์นเรนทรได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานในเรื่องนี้ แต่ก็จำกัดอยู่เฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ภายหลังมีนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉิน  และมีการตั้งศูนย์สั่งการพร้อมกับการจัดอบรมเจ้าหน้าที่กู้ชีพเป็นระยะ  เมื่อมี สพฉ.เกิดขึ้นจึงได้ถ่ายโอนภารกิจมาให้ สพฉ.ดำเนินการต่อ  ปัจจุบันมีหน่วยกู้ชีพ ตั้งแต่หน่วยกู้ชีพขั้นสูง (Advance Life Support: ALS) หน่วยกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS) และหน่วยกู้ชีพชุมชน (First Responder: FR) ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ [4]

         สำหรับการพัฒนาในโรงพยาบาลนั้น ที่ผ่านมาเน้นไปในด้านการบาดเจ็บเป็นหลัก โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูงด้านการบาดเจ็บ ซึ่งผลจากการติดตามประเมินพบว่า แม้อัตราการป่วยตายของผู้ป่วยในศูนย์ตติยภูมิชั้นสูงด้านการบาดเจ็บจะลดลงและต่ำกว่าของโรงพยาบาลอื่น แต่ผู้ที่ได้รับบริการคือผู้บาดเจ็บที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ เป็นหลัก[5]

ปัญหาอุปสรรค 

         1) ขาดเจ้าภาพและงบประมาณที่จะพัฒนาและจัดการระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินอย่างครบวงจร  ยังมีความสับสนในบทบาทของ สพฉ. ว่าเป็นองค์กรในการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบ หรือเป็นหน่วยบริหารบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ในระดับนโยบายก็ยังให้ความสำคัญเฉพาะด้านผู้ป่วยอุบัติเหตุเป็นหลัก  บริการผู้ป่วยฉุกเฉินได้ถูกละเลย มีการพัฒนาน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุ[6]

         2) ด้านบุคลากร  แพทย์เป็นบุคลากรสำคัญ  และเป็นหัวหน้าทีมในการดูแลผู้ป่วยที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วยทั้งในและนอกเวลา  แต่แพทย์ที่ให้บริการในห้องฉุกเฉินส่วนใหญ่ ยังคงเป็นแพทย์ใช้ทุน   สำหรับการดูแลระบบการแพทย์ฉุกเฉินเฉพาะโรคนั้น ยังไม่มีตำแหน่งพยาบาลผู้ดูแลโครงการ (case manager) รองรับ

         3) ระบบการให้บริการ ณ จุดเกิดเหตุ และการนำส่งโรงพยาบาลยังขาดประสิทธิภาพ ทั้งในด้านประสิทธิภาพของระบบสั่งการ ประสิทธิภาพของการใช้ประเภททีมกู้ชีพ ความปลอดภัยของรถพยาบาลฉุกเฉิน รวมถึงศักยภาพของทีมกู้ชีพในการให้บริการ  

         4) การประสานงานรับส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลต้นทางและปลายทางยังขาดประสิทธิภาพ ระบบการสื่อสารยังไม่เหมาะสม และไม่ทันสมัย

ทิศทางการพัฒนา...

          คงไม่ปฏิเสธกันว่า การมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ  จะสามารถลดการตายหรือพิการที่ไม่จำเป็นลงได้มาก หากจะพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินของไทยให้ได้ดั่งฝันหรืออย่างในประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ กำหนดเจ้าภาพระดับชาติที่ชัดเจน  เพื่อดูแลการพัฒนาอย่างเป็นระบบครบวงจร (จะเป็น สพฉ. สธ. หรือ สปสช.) ขณะเดียวกันต้องมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบ  (มิใช่มีเพียงงบดำเนินการนำส่งผู้ป่วย) นอกจากนั้นยังต้องมีระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ และมีกลไกการบริหารนโยบายและพัฒนาในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทั้ง ณ จุดเกิดเหตุ และที่ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล      ซึ่งให้บริการจำเพาะแก่ผู้ป่วยาดเจ็บ/ฉุกเฉิน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องด้วย

 

yyyyyyyyyyyyyyy

 

 



เข้าชม : 11500



<