[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _SCRIPT _VERSION

  
บทความ
ความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย

ศุกร์ ที่ 11 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2552


 

ความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย

 

          แม้ประเทศไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ประชาชนแล้วก็ตาม แต่การที่มีระบบประกันสุขภาพหลายระบบซึ่งมีแนวคิดและการออกแบบที่ต่างกัน โดยเฉพาะวิธีและอัตราการจ่ายค่าบริการรวมถึงเงื่อนไขการใช้บริการ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้และให้บริการ

ความถี่ในการใช้บริการ

     การตัดสินใจไปใช้บริการเมื่อเจ็บป่วยเฉียบพลันมักเกิดจาการตัดสินใจของผู้ป่วย เมื่อเปรียบเทียบการใช้บริการของผู้มีสิทธิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพสามระบบหลัก พบว่า ผู้ป่วยระบบประกันสังคมมีการใช้บริการผู้ป่วยนอกเป็น 1.4 เท่าของผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและผู้ป่วยในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ในขณะที่ผู้ป่วยสิทธิข้าราชการใช้บริการผู้ป่วยในเป็น 1.25 เท่าของผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อปรับด้วยเพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา ภูมิลำเนา และการมีภาวะโรคเรื้อรังแล้ว [1]

ชนิดและปริมาณบริการที่ได้รับ

     ชนิดและปริมาณบริการที่ผู้ป่วยได้รับมักเกิดจากการตัดสินใจของผู้ให้บริการเป็นหลัก สิ่งที่ประชาชนมักบ่นคือ ชนิดของยาที่ผู้ประกันตนต่างระบบได้รับมักต่างกัน ซึ่งข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ตอกย้ำความจริงในเรื่องนี้ กล่าวคือ ผู้ป่วยสิทธิข้าราชการได้ยานอกบัญชียาหลัก ยาต้นแบบนำเข้าจากต่างประเทศ และยาที่มีราคาแพงสูงกว่าผู้ป่วยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและประกันสังคมอย่างชัดเจน รวมถึงการได้รับหัตถการบางอย่างมากกว่า เช่น การผ่าคลอด การผ่าตัดส่องกล้อง เป็นต้น [2] [3] [4] นอกจากนั้นยังพบความแตกต่างของกระบวนการและผลลัพธ์ของการให้บริการผู้ป่วยเบาหวานตามมาตรฐาน เช่น การตรวจ HbA1C ไขมันในเลือดและจอประสาทตา 4  

          จำนวนวันนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยสิทธิข้าราชการจากภาวะโรคต่างๆ เช่น ปวดบวม ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดในสมองก็มากกว่าของผู้ป่วยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างชัดเจนแม้จะปรับด้วยเพศ อายุ และความรุนแรงของโรค  ส่วนจำนวนวันนอนของผู้ป่วยเบาหวานจากภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยสิทธิข้าราชการก็นานกว่าอีกสองระบบอย่างมีนัยสำคัญ              แต่อัตราเข้ารับการรักษาซ้ำภายใน 30 วันหลังจำหน่ายของผู้ป่วยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสูงกว่าระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการอย่างมีนัยสำคัญ 4

     ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ต่างกันหรือไม่ ซึ่งข้อมูลในขณะนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจน จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป อย่างไรก็ดีการศึกษาถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพ 7

แผนภาพที่ 1 ความแตกต่างของการได้รับบริการผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพ

ปัจจัยกำหนดความเหลื่อมล้ำของบริการที่ได้รับ

          การที่ผู้ป่วยระบบประกันสังคมใช้บริการถี่กว่าอีกสองระบบเมื่อปรับด้วยปัจจัยความจำเป็นด้านสุขภาพแล้ว น่าจะเป็นเพราะรับรู้ถึงสิทธิจากที่ต้องจ่ายสมทบ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการเนื่องจากอยู่ในเมือง ประกอบกับต้นทุนเสียโอกาสในการไปรับบริการอาจไม่สูงนักเนื่องจากลางานได้

          ความเหลื่อมล้ำของชนิดบริการที่ได้รับของผู้มีสิทธิภายใต้ระบบประกันสุขภาพทั้งสามกองทุน เกิดได้จากทั้งสิทธิประโยชน์ที่ต่างกัน ระบบบริการ รวมถึงวิธีและอัตราการจ่ายที่ต่างกัน ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ของทั้งสามระบบค่อนข้างใกล้เคียงกันจึงไม่น่าจะใช่ปัจจัยหลัก ระบบบริการมีผลส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้ป่วยสิทธิข้าราชการส่วนใหญ่อาศัยในเมืองและใช้บริการที่โรงพยาบาลใหญ่ซึ่งเน้นใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่ในกรณีนี้ผู้มีสิทธิประกันสังคมก็ใช้บริการที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมืองเป็นหลักเช่นกัน ปัจจัยดังกล่าวจึงมิน่าจะใช่ปัจจัยหลักอีกเช่นกัน ดังนั้นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือวิธีและอัตราการจ่ายตามปริมาณบริการย้อนหลังของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการในขณะที่อีกสองระบบจ่ายแบบปลายปิด

          วิธีการจ่ายตามปริมาณบริการย้อนหลังตามราคาที่สถานพยาบาลเรียกเก็บสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ให้บริการไม่ต้องระมัดระวังค่าใช้จ่าย ประกอบกับผู้มีสิทธิก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและมีสถานภาพด้านการศึกษาและเศรษฐกิจค่อนข้างดี เข้าถึงข้อมูล ทำให้สามารถต่อรองเรียกร้องบริการได้ระดับหนึ่ง

จะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร....

          การปฏิรูปวิธีการจ่ายเงินในระบบประกันสุขภาพให้เป็นระบบงบประมาณปลายปิด  มีวิธีการจ่ายและอัตราที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งสามกองทุน   สอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพของผู้มีสิทธิและต้นทุนการจัดบริการ นอกจากนั้นก็ควรส่งเสริมให้เกิดระบบบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพมาตรฐานทั้งในเขตเมืองและชนบท รวมถึงให้มีการกระจายบริการทุติยภูมิ/ตติยภูมิที่ได้มาตรฐานกระจายอย่างทั่วถึง รวมถึงมีกลไกกลางในการอภิบาลระบบให้มีทิศทางการพัฒนาสอดคล้องกับเป้าหมายระบบสาธารณสุข และติดตามประเมินคุณภาพบริการเชิงผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

 

{{{{{{{{{{{{{{{{{



เข้าชม : 6125



<