[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _SCRIPT _VERSION

  
บทความ
ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ: ความจำเป็นที่ต้องปฏิรูป

ศุกร์ ที่ 11 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2552


 

ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ: ความจำเป็นที่ต้องปฏิรูป

 

ระบบสวัสดิการรักษา พยาบาลข้าราชการให้การคุ้มครองครอบคลุมทั้งบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน รวมถึงเสรีภาพในการเลือกใช้บริการในสถานพยาบาลรัฐทุกแห่ง และจ่ายค่าบริการตามปริมาณการให้บริการย้อนหลัง ปัจจุบันการเบิกจ่ายเงินกรณีผู้ป่วยในได้เปลี่ยนจากระบบการวางฎีกามาเป็นเบิกจ่ายตรงค่ารักษา พยาบาลระหว่างกรมบัญชีกลางกับสถานพยาบาลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และจ่ายค่าบริการตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Group: DRG) ส่วนกรณีผู้ป่วยนอกสามารถเบิกจ่ายได้ทั้งวิธีการนำใบเสร็จรับเงินไปเบิกจากส่วนราชการต้นสังกัดของตัวข้าราชการ และให้โรงพยาบาลเป็นผู้เบิกจ่ายแทนในระบบเบิกจ่ายตรง และยังคงจ่ายค่าบริการตามรายการและอัตราที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ (Fee-for-service) โดยกำหนดอัตราการเบิกจ่ายไว้กว้างๆ

เมื่อเปรียบเทียบรายจ่ายจริงของผู้ป่วยนอกกับผู้ป่วยใน พบว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 มาจากรายจ่ายบริการผู้ป่วยนอกเป็นหลัก ขณะที่ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยในขยายตัวในอัตราที่ลดลงอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากการนำเครื่องมือ DRG มาใช้ในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งมาจากระบบการเบิกจ่ายตรงที่กลไกการกำกับตรวจสอบไม่เข้มแข็ง รวมถึงการนำค่ายาของผู้ป่วยในก่อนจำหน่ายมาเบิกในค่าบริการผู้ป่วยนอกอันเป็นผลจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในระบบ DRG

ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายบริการผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ค่าใช้จ่ายเกิดจากสามองค์ประกอบหลักคือ จำนวนครั้งการใช้บริการ ชนิดและปริมาณบริการที่ได้รับแต่ละครั้ง และราคาที่เรียกเก็บ สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพอสรุปได้ดังนี้

1) ระบบการคลังแบบปลายเปิดร่วมกับวิธีการจ่ายค่าบริการตามปริมาณบริการย้อนหลัง งบประมาณโครงการนี้เป็นงบประมาณแบบปลายเปิด สามารถใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่าที่ตั้งงบประมาณได้จากงบกลาง  ร่วมกับวิธีการจ่ายค่าบริการผู้ป่วยนอกแบบตามปริมาณบริการย้อนหลังในอัตราที่ยืดหยุ่น

2) ปัจจัยด้านผู้ใช้บริการ ระบบนี้มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าระบบอื่นเนื่องจากครอบคลุมข้าราชการเกษียณอายุราชการและครอบครัวด้วย ทำให้มีความจำเป็นด้านสุขภาพมากกว่าระบบอื่น ขณะเดียวกันการให้เสรีภาพในการเลือกไปใช้บริการที่ใดก็ได้โดยไม่ต้องสำรองเงินจ่าย ทำให้มีโอกาสใช้บริการเกินจำเป็น นอกจากนั้นผู้มีสิทธิ์ส่วนใหญ่อาศัย ในเมือง ใช้บริการในโรงพยาบาลใหญ่ซึ่งมีต้นทุนการให้บริการสูง ประกอบกับมีระดับและสถานะทางสังคมค่อนข้างดี มีความคาดหวังสูงและสามารถเรียกร้องจากผู้ให้บริการได้

3) ปัจจัยด้านผู้ให้บริการ การจ่ายตามปริมาณบริการมีผลให้สถานพยาบาลไม่มีแรงจูงใจจะประหยัดค่าใช้จ่าย แต่กลับมีแรงจูงใจในการสร้างรายได้ ทำให้มีการใช้ยาราคาแพง เช่น ยานอกบัญชียาหลัก ยาต้นแบบ (Original Brand) มีการจ่ายยาราคาแพงที่ไม่จำเป็นหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนั้นยังพบว่ามีการโยกการจ่ายยาผู้ป่วยในสำหรับให้นำไปรับประทานต่อที่บ้านเมื่อจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลมาเป็นบริการในลักษณะผู้ป่วยนอก

4) ศักยภาพในการบริหารจัดการการคลังของระบบมีจำกัด ทั้งด้าน (1) อำนาจตามกฎหมาย พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523 มุ่งเน้นที่จะให้สิทธิ์แก่ผู้มีสิทธิเป็นหลัก แต่ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจกรมบัญชีกลางที่จะควบคุมการใช้สิทธิ์นั้น  (2) โครงสร้างองค์กรปัจจุบันรวมทั้งบุคลากรขาดศักยภาพในการบริหารระบบประกันให้มีประสิทธิภาพ (3) ขาดกลไกและเครื่องมือในการตรวจสอบการจ่ายเงินตามที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ ทั้งที่ระบบการจ่ายตามปริมาณบริการต้องการการกำกับตรวจสอบที่เข้มข้นกว่าระบบอื่นๆ

ทิศทางการปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2553-2555 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และหน่วยงานในเครือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้แก่ สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) สำนักงานพัฒนาระบบตรวจสอบการรักษาพยาบาล (สพตร.) และสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณของระบบ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านยา เนื่องจากเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่สูงถึงร้อยละ 80 ของค่าบริการผู้ป่วยนอก และพัฒนารูปแบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว แผนดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะตามเป้าประสงค์เฉพาะดังต่อไปนี้

เป้าประสงค์ปีแรก มุ่งเน้นจะพัฒนาระบบสารสนเทศและตัวชี้วัดเพื่อใช้ในการติดตามวิเคราะห์และประเมินผลการสั่งใช้ยาแล้วให้ข้อมูลป้อนกลับแก่โรงพยาบาลนำร่องที่มีปริมาณการให้บริการผู้ป่วยนอกสูงเป็นรายไตรมาสอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนโรงพยาบาลในการกำกับและทบทวนการสั่งใช้ยาอย่างเป็นระบบ

เป้าประสงค์ปีที่สอง ติดตามประเมินผลการสั่งใช้ยาของโรงพยาบาลนำร่องอย่างต่อเนื่อง และพัฒนามาตรการเพื่อควบคุมค่ายาเพิ่มเติม เช่น Academic detailing, reference price, negative lists, drug cost sharing เป็นต้น รวมทั้งสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในการดำเนินงานควบคุมกำกับการสั่งใช้ยาระหว่างโรงพยาบาลนำร่อง

เป้าประสงค์ปีที่สาม พัฒนารูปแบบวิธีการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกล่วงหน้า (Prospective payments) ที่สอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายของผู้มีสิทธิ รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้โรงพยาบาลจัดบริการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม ได้คุณภาพมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญที่ทำให้การปฏิรูประบบมีโอกาสประสบความสำเร็จ

1)      มีโครงสร้างองค์กรที่มีศักยภาพในการบริหารระบบให้มีประสิทธิภาพ

2)   มีระบบข้อมูลสารสนเทศ เครื่องมือ ตัวชี้วัดและกระบวนการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

3)   มีกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดระหว่างกรมบัญชีกลาง กับเครือข่ายนักวิชาการและทีมทำงานของโรงพยาบาล โดยใช้เครือข่าย กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และศักยภาพด้านการวิเคราะห์ และใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นของบุคลากรโรงพยาบาล

4)   มีรูปแบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก และมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการดำเนินการปฏิรูประบบด้านต่างๆ จากการศึกษาและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  

 

||||||||||||||||||||



เข้าชม : 18647



<