[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _SCRIPT _VERSION
 


Calendar

<< พฤศจิกายน 2560 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

>> รายการกิจกรรมทั้งหมด

Valid CSS/XHTML

ภาคีเครือข่าย

CGD

HSRI

CHI

Medical Audit

HISRO

Who's Online

We have 30 guests online

Syndicate

แผนงานพัฒนามาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาและพัฒนารูปแบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาล
กรณีผู้ป่วยนอก ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
พ.ศ. 2553 – 2555



1) ความเป็นมา 


     ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เป็นสวัสดิการที่รัฐจัดให้แก่ข้าราชการและบุคคล ในครอบครัว โดยระบบดังกล่าวให้การคุ้มครองแก่ผู้มีสิทธิอย่างครอบคลุมทั้งบริการผู้ป่วยนอกและในรวมถึงเสรีภาพในการเลือกใช้บริการในสถานพยาบาลรัฐทุกแห่ง และจ่ายค่าบริการตามปริมาณการให้บริการย้อนหลังตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันการเบิกจ่ายสำหรับกรณีผู้ป่วยใน ได้มีการเปลี่ยนระบบการเบิกจ่ายจากระบบการวางฎีกามาเป็นระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลระหว่างกรมบัญชีกลางกับสถานพยาบาลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และจ่ายค่าบริการตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Group: DRG) สำหรับกรณีผู้ป่วยภายนอก สามารถเบิกจ่ายได้ทั้งวิธีการนำใบเสร็จรับเงินไปเบิกจากส่วนราชการต้นสังกัดของผู้มีสิทธิ และเบิกจ่ายในระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอก โดยยังเป็นการจ่ายตามรายการและอัตราที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ (Fee-for-service) โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังได้กำหนดอัตราการเบิกจ่ายไว้ เช่น ค่าตรวจชันสูตรต่างๆ ค่าหัตถการ ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค เป็นต้น
     จากการดำเนินการดังกล่าวพบว่างบประมาณรายจ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลในสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นการเพิ่มในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 - 2551 ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 37,004 ล้านบาท เป็น 46,481.05 และ 54,904.48 ล้านบาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 25.61 และ 18.12 ตามลำดับ ซึ่งจากข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ปรากฏว่าค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นตามสมควรในอัตราที่สามารถยอมรับได้ แต่ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกเพิ่มในอัตราที่ค่อนข้างสูงและมีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยสัดส่วนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกต่อค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 46 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 เป็นร้อยละ 70 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 โดยพบว่า ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกเพิ่มขึ้นดังกล่าว ค่ายาเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกทั้งหมด (ประมาณร้อยละ 83) ทั้งนี้ ข้อมูลจากการตรวจสอบเวชระเบียนผู้ป่วยที่ใช้สิทธิเบิกจ่ายในระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล พบว่า มีการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม และเกินความจำเป็น มีการโยกการจ่ายยากลับบ้านของผู้ป่วยในมาเป็นผู้ป่วยนอก การเบิกจ่ายที่ไม่เหมาะสม เช่น การเบิกค่านวดแผนไทยโดยมิได้มีข้อบ่งชี้ในการรักษาพยาบาล เป็นต้น ตลอดจนพบว่าผู้มีสิทธิบางรายและโรงพยาบาลบางแห่งมีพฤติกรรมทุจริตในการเบิกจ่ายค่ายาอีกด้วย
     กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งรับผิดชอบดูแลระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จึงมีนโยบายให้มีการศึกษาวิเคราะห์พัฒนาข้อเสนอเพื่อกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมการเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกให้เป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว เช่น การปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกเป็นการกำหนดอัตราจ่ายล่วงหน้ารายกลุ่มโรค และมาตรการเพื่อควบคุมการเบิกจ่ายค่ายา ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และไม่ให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณเกิดการรั่วไหลในทางที่ไม่สมควร

2) วัตถุประสงค์ของแผนงาน

2.1 วัตถุประสงค์ทั่วไป
     เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล กรณี ผู้ป่วยนอก ภายใต้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว 2.2 วัตถุประสงค์เฉพาะ
     2.2.1 เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลในการติดตามประเมินการจ่ายยากรณีผู้ป่วยนอกในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานข้อบ่งชี้การสั่งใช้ยากลุ่มยาเป้าหมาย และกำหนดตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ (process indicators) และตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (outcomes indicators) เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับให้กับกรมบัญชีกลาง และโรงพยาบาลเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
     2.2.2 เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลเป้าหมายในการพัฒนาทางเลือกแนวทางการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา และร่วมกับโรงพยาบาล กรมบัญชีกลาง ในการกำหนดเป้าหมาย และติดตามประเมินผลการดำเนินงานร่วมกัน
     2.2.3 เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายแก่กรมบัญชีกลางในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา เช่น กำหนดราคาอ้างอิงสำหรับการเบิกจ่ายค่ายา (reference price), กำหนดรายการยาที่เบิกไม่ได้ (negative lists) และกำหนดส่วนร่วมจ่ายค่ายา (drug costs sharing) รวมทั้งมาตรการเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายอื่นๆ
     2.2.4 เพื่อพัฒนารูปแบบวิธีการจ่ายเงินแบบล่วงหน้า กรณีผู้ป่วยนอก (prospective payments) ในผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ รวมทั้ง ศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและทางการเงิน

3) กรอบการพัฒนา

     ประสิทธิภาพของการใช้จ่ายในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในระบบดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในระบบบริการผู้ป่วยนอก ดังนั้นในการพัฒนาจึงมุ่งความสนใจไปยังบริการผู้ป่วยนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลที่มีจำนวนผู้ป่วยนอกไปรับบริการจำนวนมากและมีส่วนแบ่งค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกสูง
     แผนงานพัฒนา แบ่งเป็นสามระยะตามเป้าประสงค์เฉพาะ กล่าวคือ
     เป้าประสงค์ปีที่หนึ่ง มุ่งเน้นการพัฒนาระบบข้อมูลรวมถึงตัวชี้วัดในการติดตามประเมินการใช้จ่ายยาของโรงพยาบาลเป้าหมาย และวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับให้กับกรมบัญชีกลางและโรงพยาบาลกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เป็นรายไตรมาส รวมถึงสนับสนุนโรงพยาบาลในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา (Drug Utilization Review) ในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก
     เป้าประสงค์ปีที่สอง ยังคงติดตามประเมินผลการดำเนินการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา ของโรงพยาบาลเป้าหมาย พร้อมทั้งพัฒนามาตรการในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาเสริม เช่น academic detailing, reference price, negative list, co-payment etc.
     เป้าประสงค์ปีที่สาม พัฒนารูปแบบการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกล่วงหน้า (prospective payments) ที่สร้างแรงจูงใจในการให้บริการที่เหมาะสมแก่สถานพยาบาล เพื่อให้ผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน และศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและทางการเงินของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

4) ขอบเขตของแผนงานฯ


4.1 โรงพยาบาลที่ดำเนินการ ในช่วงแรกดำเนินการในโรงพยาบาลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งมีปริมาณการให้บริการผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและมีส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายสูง จำนวน 34 แห่ง ส่วนระยะต่อไปอาจขยายความครอบคลุมไปยังโรงพยาบาลที่เหลือตามความพร้อมและความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ ภายในระยะเวลาดำเนินการตามแผนงาน 3 ปี
4.2 ข้อมูลยาที่โรงพยาบาลต้องส่ง ตามข้อกำหนดของสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ ครอบคลุมทั้ง
     • ข้อมูลผู้ป่วยที่สิทธิในระบบจ่ายตรง
     • ข้อมูลค่าใช้จ่ายทั้งในกรณีที่เบิกได้และที่เบิกไม่ได้ที่ผู้มีสิทธิต้องจ่ายเงินเอง (เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาส่วนร่วมจ่ายต่อไปในอนาคต)
4.3 รายการยาเป้าหมายที่จะติดตามประเมิน
      เน้นกลุ่มยาสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เป็นผู้ป่วยที่ใช้บริการบ่อย มีราคาแพง และมีตัวยาทางเลือกที่มีคุณสมบัติใช้แทนกันได้ รวมถึงกลุ่มยาในและนอกบัญชียาหลักที่ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง
4.4 ตัวชี้วัดในการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ยา มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานตัวชี้วัด ทั้งเชิงกระบวนการ(process indicators) และเชิงผลลัพธ์ (outcome indicators) ในการควบคุมค่าใช้จ่าย มีระเบียบวิธีในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นที่ยอมรับเชิงวิชาการ เพื่อให้มีข้อมูลป้อนกลับอย่างเป็นระบบ สม่ำเสมอ และต่อเนื่องแก่โรงพยาบาลเป้าหมาย
4.5. กำหนดยาเป้าหมายในการควบคุมค่าใช้จ่าย (DUR) เกณฑ์หรือข้อบ่งชี้ในการสั่งใช้ยาเป้าหมาย กำหนดยาเป้าหมายในการควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงทบทวนเกณฑ์หรือข้อบ่งชี้ในการสั่งใช้ยาเป้าหมาย ระบบข้อมูลที่จำเป็นที่จะใช้ในการติดตามกำกับและประเมินการสั่งใช้ยา และใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ โดยร่วมมือกับโรงพยาบาล สภาวิชาชีพ สถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้อง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ/แพทย์ผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการยอมรับและสามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติในโรงพยาบาลได้
4.6 การพัฒนาเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการดำเนินการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา มุ่งเน้นการจัดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงาน และมีการถอดบทเรียนจากโรงพยาบาลที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาระหว่างโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการเป็นระยะๆ นอกเหนือจากการสนับสนุนให้ทบทวนการสั่งใช้ยา (Drug Utilization Review)
4.7 การพัฒนามาตรการในการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อเสริมบทบาทโรงพยาบาลในการควบคุมค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของแพทย์ในการสั่งยาให้เหมาะสม โดยปรับมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติโดยใช้ข้อมูลตัวชี้วัดในข้อ 4.4 และ 4.5
4.8 การพัฒนารูปแบบการจ่ายแบบล่วงหน้า (Prospective payment) ส่วนนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดหลังจากมีการดำเนินงานตามแผนการควบคุมค่าใช้จ่าย และมีระบบข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านยา อาจรวมถึงข้อมูลค่าตรวจชันสูตรต่างๆ นำมาใช้ในการวิจัยพัฒนารูปแบบวิธีจ่ายเงินแบบล่วงหน้าสำหรับกรณีผู้ป่วยนอกที่สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

5) วิธีการดำเนินงาน


     การดำเนินการตามแผนงานพัฒนามาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาและพัฒนารูปแบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้ป่วยนอก ภายใต้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำหน้าที่ในการติดตามกำกับและให้คำปรึกษาแก่คณะทำงานชุดต่างๆ ในการดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนและวิธีดำเนินการ ดังต่อไปนี้
     5.1 ศึกษาสถานการณ์การใช้ยาและแนวทางควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา และกระบวนการบริหารจัดการเกี่ยวกับด้านยาของโรงพยาบาลนำร่อง บทบาทของคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัดหรือคณะกรรมการยาของโรงพยาบาล การมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการแพทย์ ฯลฯ
     5.2 ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและให้ข้อมูลป้อนกลับแก่โรงพยาบาลนำร่องในระดับใบสั่งยา ระดับผู้ป่วย เพื่อติดตามประเมินพฤติกรรมการใช้ยา (ตามตัวชี้วัดกระบวนการ) ค่าใช้จ่ายด้านยา (ตามตัวชี้วัดผลลัพธ์ในการควบคุมค่าใช้จ่าย) โดยเปรียบเทียบระหว่างโรงพยาบาล (hospital) ในกลุ่มเดียวกัน และระหว่างผู้สั่งใช้ยา (prescriber) ในโรงพยาบาลเดียวกัน เป็นรายไตรมาสและรายปี      5.3 สนับสนุนและติดตามการดำเนินงานควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาของโรงพยาบาล (DUR) โดย จัดประชุมหารือระดมความคิดเห็น ส่งข้อมูลสถานการณ์มูลค่าใช้จ่ายยาเป้าหมายตามรายผู้สั่งยาป้อนกลับให้โรงพยาบาล ทบทวนข้อบ่งชี้การสั่งใช้ยากลุ่มเป้าหมาย และประเมินความเป็นไปได้ในการนำข้อบ่งชี้การสั่งใช้ยาไปใช้ในทางปฏิบัติ พัฒนาระบบข้อมูล สนับสนุนโรงพยาบาลในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการควบคุมค่าใช้จ่ายยาของโรงพยาบาล ติดตามเยี่ยมโรงพยาบาลกลุ่มเป้าหมายในโครงการ จัดทำจดหมายข่าวนำเสนอประสบการณ์ดีๆของโรงพยาบาลเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
     5.4 จัดการความรู้และพัฒนาเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการดำเนินการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา (Knowledge management of DUR) โดยจัดกระบวนการให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์พัฒนากลไกและกระบวนการดำเนินงานควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการเป็นระยะๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาระบบการทำงานร่วมกัน
     5.5 พัฒนามาตรการอื่นๆในการสนับสนุนการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาของโรงพยาบาล พร้อมทั้งมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาปฏิบัติ ได้แก่ Academic detailing, Reference price, Negative list, Drug cost sharing
     5.6 ศึกษาและพัฒนารูปแบบการจ่ายเงินล่วงหน้ากรณีผู้ป่วยนอก โดยมีการศึกษาพัฒนาระบบการจ่ายล่วงหน้าสำหรับบริการผู้ป่วยนอก (เช่น ระบบแต้ม (point system) น้ำหนักสัมพัทธ์รายป่วย (per visit i.e. ACG) รายหัวที่ปรับด้วยปัจจัยเสี่ยง (Differential capitation) หรือรายหัวสำหรับการบริหารเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง) ที่สอดคล้องกับนโยบายและมีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ

6) คณะทำงาน

     คณะทำงานหลักของโครงการ ประกอบด้วย
     1) ดร.นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย
     2) นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
     3) รศ.ดร.สุพล ลิมวัฒนานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
     4) ภก.อุดมโชค สมหวัง โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17
     5) พัชนี ธรรมวันนา สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย


     ในการดำเนินงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ และครอบคลุมกิจกรรมหลักตามแผนงาน จะมีการระดมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งมหาวิทยาลัย เครือข่ายนักวิจัยระบบยาสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เครือข่ายกลุ่มพัฒนาและเฝ้าระวังระบบยา กระทรวงสาธารณสุข โดย แบ่งคณะทำงานเป็น 3 กลุ่มหลักเพื่อรับผิดชอบงานในลักษณะต่างๆ ประกอบด้วย
     1) ทีมวิเคราะห์ข้อมูลตามเกณฑ์/ตัวชี้วัดติดตามประเมินการสั่งใช้ยา
      2) ทีมพัฒนามาตรการแนวทางควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาและติดตามประเมินผล
      3) ทีมศึกษาและพัฒนา
      นอกจากนั้นให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาแผนงานโดยเป็นคำสั่งของกรมบัญชีกลาง โดยมี ศ.ดร. อัมมาร์ สยามวาลา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆและนักวิชาการร่วมเป็นคณะกรรมการ และทีมงานเป็นคณะเลขานุการฯ

7) เครือข่าย


     เนื่องจากประเด็นการศึกษามีความเกี่ยวข้องกับมาตรฐานและกระบวนการทำงานของหลายวิชาชีพ อาทิเช่น แพทย์ เภสัชกร และอื่นๆ รวมทั้งสถาบันวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการนำผลการศึกษาไปใช้ในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จะมีผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการภายในของโรงพยาบาลผู้ให้บริการ และสิทธิในการเข้าถึงบริการ คุณภาพบริการ และความต่อเนื่องในการดูแลรักษาของผู้มีสิทธิ จึงจำเป็นต้องมีตัวแทนของเครือข่ายกลุ่มผู้มีส่วนได้-เสียทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมในกรรมการที่ปรึกษาแผนงานพัฒนาฯ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะทำงานในกระบวนการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างการยอมรับเมื่อผลการศึกษา ถูกนำไปใช้ โดยมีเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
     7.1 หน่วยงานบริหารระบบประกันสุขภาพอื่นๆ เช่น สำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ นอกเหนือจากกรมบัญชีกลาง
     7.2 เครือข่ายโรงพยาบาลผู้ให้บริการในสังกัดต่างๆ
     7.3 องค์กรวิชาชีพและหรือองค์กรวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์ เภสัชกร ราชวิทยาลัย สาขาต่างๆ ฯ
     7.4 ผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มข้าราชการ กลุ่มข้าราชการบำนาญ และชมรมผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรังหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ยา
     7.5 เครือข่ายนักวิจัยสหสาขาจากสถาบันวิจัยต่างๆ เช่น ทีดีอาร์ไอ สวรส. สรส. สวปก. IHPP และอื่นๆ ฯลฯ

8) การใช้ประโยชน์จากแผนงานพัฒนา

     8.1 กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง มีแผนที่จะนำรูปแบบวิธีการจ่ายเงินแบบล่วงหน้า กรณีผู้ป่วยนอกที่พัฒนาขึ้นนี้ ไปใช้ในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้ป่วยนอกแทนวิธีการจ่ายย้อนหลังตามรายการที่เรียกเก็บแบบปัจจุบัน และนำผลการศึกษาข้อเสนอทางเลือกมาตรการแนวทางในการควบคุมค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้ป่วยนอก ไปนำเสนอต่อคณะทำงานเพื่อให้พิจารณากำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวของกระทรวงการคลังต่อไป
     8.2 โรงพยาบาลและหน่วยบริการที่ให้บริการผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ นำข้อเสนอแนวทางการควบคุมค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้ป่วยนอก และแนวทางควบคุมการใช้ยา ที่ได้ จากผลการศึกษาไปประโยชน์ในการวางกรอบแนวทางปฏิบัติภายในโรงพยาบาลแก่เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องได้
     8.3 นักวิชาการจากสถาบันวิชาการต่างๆ สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลการใช้ยาที่พัฒนาขึ้นจากแผนงานนี้ และนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาและพัฒนาประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการเกี่ยวกับเรื่องยาและประเด็นอื่นๆ ต่อไปได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเรื่องยาของประเทศไทยในภาพรวมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้